หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

5.วงชาโดว์ (Shadow)


           เป็นวงดนตรีขนาดเล็กๆเคลื่อนย้ายสะดวก เริ่มก่อตั้งเมื่อประมาณ 20 ปีมา แบ่งวิวัฒนาการออกเป็น 2 สมัย  ได้แก่ 1.วงชาโดว์แนวบูล คันทรี โฟลก์ 2.วงชาโดว์แนวร๊อคเป็นต้นฉบับให้กับร๊อครุ่นหลังถึงปัจจุบัน บรรพบุรุษร๊อคนี้เรียกว่า คลาสสิคร๊อค ในอเมริกาวงดนตรีประเภทนี้ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ คณะ The Beatles หรือ สี่เต่าทอง





           จำนวนผู้เล่นอย่างน้อย 4 คน หรือมากกว่านั้นตามจำนวนเครื่องดนตรีที่ใช้







เครื่องดนตรีในสมัยแรก มี 4 ชิ้น คือ
1. กีตาร์เมโลดี้(หรือกีตาร์โซโล)
2. กีตาร์คอร์ด
3. กีตาร์เบส
4. กลองชุด
   วงชาโดว์ในระยะหลังได้นำออร์แกนและพวกเครื่องเป่าเช่นแซกโซโฟน ทรัมเป็ตทรอมโบนเข้ามาผสม และบางทีอาจมีไวโอลินผสมด้วยเพลงของพวกนี้ส่วนใหญ่จะเร่าร้อน ซึ่งได้รับความนิยมมากในหมู่วัยรุ่น โดยเฉพาะเพลงประเภท  อันเดอร์กราว





The Beatles - I Want To Hold your Hand

6.วงแจ๊ส (Jazz)


                แบบของแจ๊สที่ควรรู้จัก Blues Jazz เพลงบลูส์ เกิดขึ้นที่นิวออร์ลีนแถบปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี แต่สมัยแรกๆไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ต่อมา
- พ.ศ. 2467 ได้มีการอัดแผ่นเสียงจำหน่าย จึงแพร่หลายได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งดนตรีได้มีโอกาสไปแสดงตามที่ต่างๆ ในสมัยแรกๆเพลงบลูส์ใช้กีตาร์เล่นนำและคลอเสียงร้องเล่นกันตามข้างถนน ตามย่านชุมชน คนผ่านไปมาก็ให้เงินบ้างไม่ให้บ้าง เนื้อร้องร้องไปคิดไป ไม่มีการเตรียมไว้ล่วงหน้ามาก่อน ดังนั้นร้องกี่ครั้งก็ไม่เหมือนกัน นึกจะจบก็จบเอาดื้อๆคล้ายกับเพลงฉ่อยของประเทศไทย เพลงบลูส์ได้รับอิทธิพลจากศาสนามากดังนั้นเนื้อร้องก็มีเกี่ยวกับเรื่องศาสนาเข้ามาปนอยู่ด้วย ต่อมาเพลงบลูส์ได้เจริญขึ้นก็นำไปเล่นกับวงแจ๊สก็กลายเป็นบลูส์แจ๊สเพลงประเภทนี้ส่วนมากจังหวะช้าๆ ครั้งแรกที่ไม่ค่อยนิยมเพลงบลูส์เนื่องจากโน้ตค่อนข้างยาก
- พ.ศ. 2472 Louis Armstrong นำมาเล่น จึงเป็นแรงหนึ่งที่ทำให้รับความนิยม New orlean and dixieland style ทั้ง 2 แบบเหมือนกันมากจนแทบจะแยกกันไม่ออก เริ่มขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 และมาแพร่หลายในปี พ.ศ 2473


                ต่อมามีทรอมโบนและคลาริเน็ท เบนโจ กีตาร์ ทูบา กลอง เปียโน  แซ็กโซโฟน ปัจจุบันใช้เบสแทนทูบา  นิยมให้ทรัมเป็ตเป็นตัวนำก่อนแล้วจึงเล่นพร้อมกันทั้งวงและเล่นกันเฉพาะทำนอง เพราะยังไม่มีใครรู้จัก Adlib กันเท่าไหร่  กลองก็เล่นจังหวะธรรมดา  Modern  Style  โฉมหน้าของแจ๊สได้เปลี่ยนไปมากเมื่อหลุยส์ อาร์มสตรองได้คิดวิธีเล่นใหม่ คือ มีทำนองหลักแล้วผลัดกันเล่นทีละคน แต่ละคน Adlib กันอย่างสนุกสนานและเล่นค่อนข้างเร็วมาก บางทีก็เล่นพร้อมๆ กัน ฟังดูเหมือนต่างคนต่างเล่น แต่อยู่ในกรอบอันเดียวกัน  Bop Style  ผู้ที่คิดขึ้น  คือ Thelonious  Monk  กับ  Dizzy  Gillespie โดยเอาแบบของยุโรปมาผสมมีการเปลี่ยนแปลงทำนองและจังหวะ  ใช้คอร์ดเป็นหลัก  เล่นเร็วมาก ผลัดกันเล่นทีละชิ้น
จังหวะของแจ๊สในยุคหลังก็ได้เกิดขึ้นใหม่ๆ

 Thelonious  Monk
Dizzy  Gillespie

    Swing  เบนนี กู๊ดแมน เป็นผู้ให้กำเนิดจังหวะนี้  เมื่อก่อนกู๊ดแมนเล่นคลาริเน็ทกับพวกผิวดำ
ต่อมาได้แยกออกมาเล่นกับพวกผิวขาวด้วยกัน และเขาได้แต่งเพลงใหม่ขึ้น และได้ให้ชื่อเพลงใหม่นี้ว่า Swing
    Rock n’ Roll  ก็แตกแขนงจาก แจ๊ส เมื่อราวพ.ศ.2493 ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่วัยรุ่นและแพร่หลายอย่างรวดเร็วในอเมริกา ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาเพลงร๊อคก็คือ  เอลวิส  เพรสลี่ (เสียชีวิตเมื่อ ส.ค. 2520)
                เพลงแจ๊สที่เราคุ้นๆหูก็คือเพลง When the saints to marching in เพลงนี้เป็นเพลงที่เก่าแก่มาก ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง เป็นเพลงแจ๊สที่มีชื่อเสียงมาก ในการแสดงดนตรีแจ๊สทุกครั้งมักมีเพลงนี้เล่นด้วยเสมอ ตอนแรกเป็นเพลงสวดต่อมาเล่นแบบมาร์ช และในที่สุด ก็เล่นแบบ New orleans
อาร์มสตรองเล่นเพลงนี้ได้ดีที่สุดเมื่อ  พ.ศ.  2481

 
Louis Armstrong
Elvis Presley






วงดนตรีแจ๊สจะมีนักดนตรีประมาณ 4 – 8 คน หากเป็นวงบิ๊กแบนด์จะมีประมาณ 12-17 คน

Benny Goodman กับวงดนตรีแจ๊ส






เครื่องดนตรีแจ๊ส ที่นิยมเล่นกันมีดังนี้คือ

1. คลาริเน็ท
2. แซ็กโซโฟน (โซปราโน,อัลโต,เทเนอร์)
3. คอร์เน็ต
4. ทรัมเป็ต
5. ทรอมโบน
6. เบนโจ
7. เปียโน
8. กีตาร์
9. เบส
10.กลองชุด

    ปัจจุบันแจ๊สได้เล่นอย่างมีแบบแผน มีการเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงดนตรี เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นมีการกำหนดแน่นอน ซึ่งใช้แบบของวงดนตรีป๊อปปูลามิวสิค







  Louis Armstrong - When The Saints Go Marching In

7.วงโยธวาทิต ( Military Band )


          โยธวาทิต ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง “วงดนตรีที่บรรเลงโดยทหาร ซึ่งมาจากคำว่า โยธ แปลว่า ทหาร รวมกับคำว่า วาทิต แปลว่า ดนตรี หรือผู้บรรเลงดนตรี” (สยามกลการ, 2535: ไม่ปรากฏเลขหน้า) โยธวาทิต “เป็นคำศัพท์ที่บัญญัติขึ้นโดยอาจารย์มนตรี ตราโมท ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน” (สุกรี เจริญสุข, 2539: 45) ส่วนในรากศัพท์ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Military Band โดยคำว่า Military นั้นหมายถึงกองทัพ ส่วนคำว่า Band มาจากคำว่า Banda (ในภาษาอิตาเลียน) ใช้เรียกวงดนตรีประเภทหนึ่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า Marching Band ซึ่งไม่ว่ารากศัพท์จากภาษาต่างประเทศจะกล่าวอย่างไรแต่ในประเทศไทยเรียกว่าวงโยธวาทิต
          วงโยธวาทิตมีมาตั้งแต่สมัยโรมันใช้บรรเลงเพลงเดินแถวเพื่อปลุกใจทหาร ในสมัยสงครามครูเสด ได้ซบเซาไปพักหนึ่ง และเจริญอีกในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ต่อมาในสมัยของนโปเลียน ได้ปรับปรุงให้มีเครื่องดนตรีอีกหลายชนิดเช่น พวกขลุ่ยผิว พวกปี่และแตรและต่อมาก็เป็นต้นแบบของวงโยธวาทิต ในราวกลางศตวรรษที่ 19 เมื่ออดอลฟ์แซกซ์  นักประดิษฐ์ชาวเบลเยี่ยมได้ประดิษฐ์แซกโซโฟนและแตรต่างๆ ในตระกูลแซกฮอร์น จึงได้นำมาไว้กับวงโยธวาทิตด้วย จึงสมบูรณ์อย่างในปัจจุบัน

โยธวาทิต แบ่งตามลักษณะการบรรเลง ได้ดังนี้
วงเดินแถว (marching band) เป็นโยธวาทิตที่มีลักษณะการเดินบรรเลง เป็นแถวตอนลึก อาจบรรเลงเฉพาะวงหรือนำหน้าขบวนต่างๆ ที่ต้องการรูปแบบที่เป็นระเบียบ เข้มแข็ง เร้าใจ ส่วนมากจะนิยมบรรเลงเพลงมาร์ช



วงนั่งบรรเลง (concert band) หมายถึง การนำโยธวาทิตมานั่งบรรเลงเป็นลักษณะของคอนเสิร์ต โดยนำบทเพลงที่เรียบเรียงเสียงประสานสำหรับโยธวาทิตมาบรรเลง ลักษณะคล้ายวงออร์เคสตรา หรืออาจนำเอาบทเพลงบรรเลงของวงออร์เคสตรามาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับโยธวาทิต จึงทำมีอีกชื่อเรียกว่า วงซิมโฟนิค(Symphonic Band)



วงแปรขบวน (display) หมายถึง การนำโยธวาทิตมาบรรเลงประกอบการแปรแถว โดยผู้บรรเลงต้องเดินแปรรูปขบวนเป็นรูปต่างๆ ซึ่งเพลงที่ใช้บรรเลงต้องเหมาะสมกับรูปแบบที่แปรขบวนด้วย วงแบบนี้อาจมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า โชว์แบนด์ (show Band)


















          ปัจจุบันวงโยธวาทิตมาตรฐานของอังกฤษใช้เครื่องดนตรี  56  ชิ้น

ประเภทของเครื่องดนตรีที่ใช้ในวงโยธวาทิต มี 3 ประเภท ดังนี้

เครื่องเป่าลมไม้ (woodwind instruments) ได้แก่ ปิคโคโล (piccolo) โอโบ (oboe) บาสซูน (bassoon) คลาริเน็ต (clarinet) เบสคลาริเน็ต (bass clarinet) อัลโตแซกโซโฟน (Alto saxophone) เทเนอร์แซกโซโฟน(tenor saxophone) บาริโทนแซกโซโฟน (Bariton saxophone) ฟลูต (flute) และ อัลโตคลาริเน็ต (Alto clarinet)
เครื่องเป่าทองเหลือง (brass instruments) ได้แก่ ทรัมเป็ต (trumpet) คอร์เน็ต (cronet) ทรอมโบน (trombone) เฟรนซ์ฮอร์น (French horn) บาริโทน (baritone) ยูโฟเนียม (euphonium) ทูบา (tuba) และซูซาโฟน (susaphone)
เครื่องกระทบ (percussion instruments) ได้แก่ กลองเล็ก (snare drum or side drum) กลองเทเนอร์ (Tenor drum) กลองใหญ่ (bass drum) ฉาบ (cymbals) ไซโลโฟน (xylophone) กลอกเคินสปีล (gockenspiel) ไทรเองเกิล (triangle) กลองทอมบา (tomba) และกลองทิมปานี (timpani)



      


เพลงมาร์ชราชวัลลภ



8.แตรวง ( Brass Band )


              แตรวง  เป็นเครื่องดนตรีที่อยู่ในวงดนตรีที่ผสมด้วยเครื่องดนตรี(เป่า,ตี)  ชนิดต่างๆเพียงสองตระกูลเท่านั้น  วงดนตรีในลักษณะนี้เหมาะสำหรับใช้บรรเลงนำในการเดินแถวในทุกสภาพท้องถิ่นเพราะแตรเป็นเครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นด้วยโลหะ  และไม่มีส่วนประกอบที่กระจุกกระจิกเหมือนเครื่องดนตรีอื่นๆ ทนต่อการโยกย้ายหรือหอบหิ้วไปได้โดยสะดวก

ปัจจุบันแตรวงได้มีการพัฒนาการเป็น 2  รูปแบบคือ

1.แตรวงที่พัฒนาเป็นวงโยธวาธิต ที่ใช้ในกิจกรรมของกองทัพ   และตามโรงเรียนมัธยม    มีรูปแบบในการบรรเลง    เช่นใช้โน้ตเพลงที่แยกกันแต่ละชิ้น    มีการประสานเสียง

2.แตรวงพื้นบ้านที่ใช้ในกิจกรรมชาวบ้าน   ในการแห่ประกอบงานรื่นเริง    งานบวช    งานสมโภช   งานบุญต่างๆ    โดยบรรเลงแบบวงปี่พาทย์    คือใช้บทเพลงที่ใช้กับวงดนตรีทั่วไป    โดยเน้นความสนุกสนานแตรวงพื้นบ้านจะมีเครื่องดนตรีไม่มากนัก   เครื่องดนตรีที่ใช้จะเป็นจำพวกแตร    การฝึกหัดก็จะใช้การถ่ายทอดสืบต่อกันมาไม่มีการดูโน้ตเพลง
ในเวลาการบรรเลงต้องอาศัยการจดจำ     นั่งล้อมวงกันบรรเลงแตรวงจึงเป็นการละเล่นพื้นบ้านในการดำรงชีวิต ของชาวบ้าน    ผู้ที่เล่นทั้งชายและหญิงทุกวัย   ตั้งแต่เด็กหนุ่มสาวผู้ใหญ่ไปจนถึงผู้สูงอายุตามโอกาส







–   กลุ่มเครื่องเป่า ได้แก่ ทรัมเป็ตหรือคอร์เน็ต มีผู้เล่น 9 คน

เฟรนช์ฮอร์น มีผู้เล่น 4 คน บาริโทน มีผู้เล่น 2 คน ทรอมโบน มีผู้เล่น 3 คน

ยูโฟเนียม มีผู้เล่น 2 คน และทูบา มีผู้เล่น 2 คน

–  กลุ่มเครื่องตี  ได้แก่ ไทรแองเกิล กลองใหญ่ ฉาบ ทิมปานี กลอง-สแนร์ ไซโลโฟน และมาริมบา

มีผู้เล่นชนิดละ 1 คน




เครื่องดนตรีในแตรวงประกอบด้วยเครื่องดนตรีในกลุ่มใหญ่   2  กลุ่มคือ

1.กลุ่มเครื่องเป่าทองเหลือง (Brass) ทรัมเป็ตหรือคอร์เน็ต เฟรนช์ฮอร์น  บาริโทน ทรอมโบน ยูโฟเนียม   และทูบา 

2.กลุ่มเครื่องตี (Percussion) ไทรแองเกิล กลองใหญ่ ฉาบ ทิมปานี กลอง-สแนร์ ไซโลโฟน และมาริมบา


Get Lucky - cover by Brevis Brass Band




ทำแบบทดสอบ